ก้าวข้ามผ่านช่วงวัย

วันสุดท้ายของเดือนกันยายน 2561

คนรู้จักหลายคนกำลังก้าวข้ามดินแดนระหว่างวัยทำงานกับวัยเกษียณอายุ หรือผู้สูงวัย

60 ปีเดี๋ยวนี้ดูไม่แก่เลย หลายคนบอกตามตรงว่าผมดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าเขาหกสิบปีแล้ว

แต่ตามกฏและข้อกำหนด หรือจะเรียกว่าข้อตกลงก็ได้ ที่ไม่รู้ใครกำหนดไว้ว่าพออายุถึง 60 ปีก็ถึงเวลาออกจากงานกลับไปหายใจทิ้งไปวันๆ

ใช้เงินที่สะสมมา (ไม่รู้จะหยุดหายใจก่อนเงินหมด หรือเงินหมดก่อนหยุดหายใจ) อีกหลายสิบปีถ้าอายุยืน น่าคิดนะครับ กับสังคมผู้สูงวัยที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น โรคแปลกๆ ก็มีให้เห็นทุกวัน

ที่ทำงานผมยิ่งแล้วใหญ่ กำหนดการเกษียณที่อายุ 55 ปี เท่ากับว่าผมเหลืออีก 4 ปี ก็หมดภารกิจแล้ว ได้พักเร็วกว่าหน่วยงานอื่นๆ

ดีจังจะได้ใช้เป็นข้ออ้างไม่ต้องทำงาน 555

แต่ที่ทำแบบนี้ได้ก็เพราะผมกับภรรยาวางแผนมาก่อนเป็นสิบปี ใครคิดว่าเกษียณค่อยคิดค่อยเริ่ม คิดผิดแล้วครับ

ผมเชื่อว่าพรุ่งนี้วันที่ 1 ตุลาคม หลายคนจะเริ่มเคว้งคว้าง จะทำอะไร จะไปไหนดี จะพักผ่อน จะนอนตื่นสายๆ จะไปทานอะไรอร่อยๆ จะไปเยี่ยมลูกเยี่ยมหลาน จะกลับบ้านต่างจังหวัด และอีกมากมาย

แล้ววันเวลามันก็จะผ่านไป แต่ความรู้สึกมันจะต่างกันมากกกกกก

ทบทวน นึกคิด วางแผน เหมือนการเริ่มต้นชีวิตใหม่ๆ Unlearn กับ Relearn ถอดชุดความรู้เก่าๆ ทิ้ง หาชุดความรู้ใหม่ๆ เข้ามาแทนที่

ชีวิตจะออกนอกกรอบแบบเดิมๆ เป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่กำลังเกษียณ

ปล. ผมเคยเกษียณก่อนวัย ลาออกไปลองมาแล้ว ชีวิตอิสระดีแต่มันเบื่อมากๆ ครับ

 

ก้อง

สินชัย เทียนศิริ (คนสามัญประจำโลก)

โพสท์ใน อ่านเพลิน | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

จุดเริ่มของคำว่าบ้านเพลิน



จุดเริ่มของคำว่า “เพลิน” มาจาก คำว่า Play + Learn = PLearn อ่านว่าเพลินในภาษาไทย

และผมกับภรรยาก็ได้ไปสร้างอาณาจักรด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนและพอเพียงที่องครักษ์ เริ่มจาก 10 ไร่ ขยายไปเรื่อยๆ จนในปัจจุบันมีถึง 34 ไร่ ติดกันหมดทั้งแปลงใหญ่

ค่อยๆ พัฒนาจนถึงวันนี้มีต้นไม้เป็นหลักพันต้นที่ทยอยปลูกไปตลอดเกือบ 10 ปี เริ่มซื้อที่ดินแปลงแรก 28 กันยายน 2552 หรือ 2009 ถึงวันนี้ 29 กันยายน 2561  ครบรอบ 9 ปี ที่ซื้อที่แปลงแรก

แปลงที่สองซื้อเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2553 หรือ 2010 แล้วก็เริ่มปรับที่ดิน ขุดท้องร่อง ทำคันดิน ขุดสระน้ำ ถมที่ดินเป็นที่ดอน เมื่อเดือนเมษายน 2553 และเริ่มทำรั้วสร้างสิ่งก่อสร้าง ทำห้องน้ำ โรงเรือนอเนกประสงค์ ซื้อบ้านไม้สำเร็จรูป ในวันที่ 12 เดือนสิงหาคม 2553 วันแม่

เมื่อก่อนลงทุนเพราะเราสองคนอยากเรียนรู้การทำเกษตร อยากปลูกต้นไม้ อยากพาลูกๆ มาอยู่กับธรรมชาติ มาเรียน มาเล่น มาสนุก มาใกล้ชิดธรรมชาติ

เลยเกิดชื่อบ้านเพลิน ขึ้นมาจากการ Play + Learn = Plearn เพลินจริงๆ เพลินจนล่วงมาเก้าปี ลงทุนไปสิบกว่าล้านปลายๆ มีบ้านหลังใหญ่ริมน้ำไว้พักผ่อน มีนาข้าว มีโรงสีพร้อมเครื่องสีข้าว มียุ้งฉางเก็บข้าว มีเล้าไก่ โรงเห็ด คอกวัว บ่อปลา ท้องร่องปลูกกล้วย มะพร้าวและอีกสารพัดไม้ป่า

ไม่ทีหนี้สิน ไม่มีภาระ มีแต่ธรรมชาติสบายๆ ไปพักผ่อนบ้านเพลินทีไร อยู่เพลิน เที่ยวเพลิน ทำอะไรเพลินๆ สนุก สะดวก สบาย สุขทั้งกาย สุขทั้งใจ อากาศสดชื่น หายใจได้เต็มปอด

ทั้งหมดที่เขียนเล่ามาคือจุดเริ่มต้นของบ้านแสนเพลิน ที่สุดแสนที่จะเพลิดเพลิน

แล้วจะมาเล่าให้อ่านกันอีกนะครับ

ก้อง

สินชัย เทียนศิริ (คนสามัญประจำโลก)
โพสท์ใน บ้านเพลิน | ใส่ความเห็น

การเลือกซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็น 1 :

การเลือกซื้อของเท่าที่จำเป็น 1 :

ซื้อให้เรียบง่าย

พออายุผ่านหลักเลข 5 มา ทำให้ต้องทบทวนกับชีวิต รอบตัวมีของอะไรมากมายที่หลงซื้อ หลงหามาครอบครอง

โพสท์ใน ช๊อปเพลิน | ใส่ความเห็น

เที่ยวไปตามตะวัน เที่ยวไปในวิถีเรียบง่าย 1 :

เที่ยวไปตามตะวัน เที่ยวไปในวิถีเรียบง่าย 1 :

การวางแผนเที่ยว

หลายคนมีความฝันที่อยากออกเดินทางท่องเที่ยว อยากพักผ่อนจากการได้ท่องเที่ยว แต่จะมีสักกี่คนที่ได้ทำตามฝัน หรือแม้แต่วางแผนสร้างฝันที่เราตั้งใจไว้

เที่ยวเพลิน จะนำสเนอวิธีการว่งแผนท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ ทั่วโลกอย่างเข้าใจและด้วยวิธีเรียบง่าย ใช้จ่ายน้อย ทุกคนก็ออกเดินทางท่องเที่ยวได้ ด้วยตัวเราเอง

ก้อง

สินชัย เทียนศิริ (คนสามัญประจำโลก)

โพสท์ใน เที่ยวเพลิน | ใส่ความเห็น

การฟังเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ 1 :

การฟังเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ 1 :

เพียงท่านเปิดใจฟัง ผมก็จะพูดให้ฟังจนท่านพอใจ

ฟังแล้วได้แรง ฟังแล้วไปเสริมแรง ฟังแล้วอยากลุกขึ้นทำทันที ฟังแล้วชีวิตเปลี่ยน ฟังแล้วสบายใจ ฟังแล้วสดชื่น ฟังแล้วดีใจและอีกหลากหลายความรู้สึกที่ได้จากการฟัง

ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ มาฟังเรื่องดีๆ ที่จะทำให้ชีวิตเพื่อนๆ เปลี่ยนไปในทางที่ดี มีพลังใจ มีแรงบันดาลใจ มีข้อคิด เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเป็นสิทธิ์ของเพื่อนๆ นะครับ อย่าเชื่อเพียงเพราะได้ฟัง แต่ควรเลือกฟังในเรื่องที่ท่านสนใจ

 

โพสท์ใน ฟังเพลิน | ใส่ความเห็น

อาหารบ้านๆ กับข้าวง่ายๆ 1 :

อาหารบ้านๆ กับข้าวง่ายๆ 1 :

ใครๆ ก็ทำได้

ในปัจจุบันรูปแบบการทานอาหารของคนในสังคมที่เร่งรีบเปลี่ยนไปแบบน่าใจหาย

การทำกับข้่วทานกันในครอบครัวเริ่มลดน้อยลง

เราฝากท้องกับอาหารจานด่วน อาหารถุงพลาสติก อาหารสำเร็จรูป

ผมอยากชวนเพื่อนๆ ที่สนใจตัวเอง ลองสละเวลาสัปดาห์ละครั้ง สองครั้ง ออกไปจ่ายตลาดอาหารสด แล้วนำกลับมาปรุงด้วยเมนูง่ายๆ ฝีมือเราเอง

ท่านอาจจะติดใจทำอาหารสัปดาห์ละครั้ง อาจทานมื้อเดียวหรือทำเก็บไว้แบ่งไปทานในระหว่างวันทำงาน ทั้งอร่อย ปลอดภัย ประหยัด และทำให้การทานอาหารมีความเพลิดเพลินในการทาน จนอาจ “กินเพลิน” โดยไม่รู้ตัว

ก้อง

สินชัย เทียนศิริ (คนสามัญประจำโลก)

 

โพสท์ใน กินเพลิน | ใส่ความเห็น

การใช้เงินอย่างมีสติ 1 :

การใช้เงินอย่างมีสติ 1 :

เงินทองต้องเข้าใจ

เคยได้ยินคนพูดเปรียบเปรยการใช้เงินที่ไร้สาระว่า “มีเงินอย่างเดียวไม่ได้นะ ต้องโง่ด้วย”

ถ้าเราเป็นคนที่ถูกคนอื่นพูดประโยคนี้ใส่คงโมโห คงรับไม่ได้

แต่ถ้าพิจารณาดีๆ มันก็อาจเป็นการเตือนสติให้เราหันมาทำความเข้าใจกับเนื้อหาและจุดประสงค์ของการใช้เงินทุกครั้ง ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่จำนวนเงินที่ใช้แต่ขึ้นอยู่กับความหมายและเหตุผลของการใช้จ่ายเงิน

ผมจะมาเล่าเรื่องการใช้เงินจากประสบการณ์ตรงที่มีทั้งดีและไม่ดี เผื่อใครสนใจอยากพัฒนาทักษะการใช้เงิน อย่าใช้เพลินจนลืมเป้าหมายในชีวิตไป

โพสท์ใน ใช้เพลิน | ใส่ความเห็น

รบกวนโลกให้น้อยลง 3 :

รบกวนโลกให้น้อยลง 3

วิกฤติ กับ โอกาส

* ข่าวสารในโลกยุคโซเชี่ยลมีเดียเฟื่องฟู หลายคนคงได้มีโอกาสเสพข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว และข่าวสารที่เสพมักจะเป็นข่าวที่เกี่ยวกับวิกฤติต่างๆ ที่นักหนาเอาการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ภูมิอากาศ โดยเฉพาะเรื่องขยะ

* อ่านแล้วสังเกตได้ว่าวิกฤติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ของโลกแบบรายชั่วโมง เร็วยิ่งกว่ารายวัน ด้วยการสื่อสารในโลกโซเชี่ยลมีเดีย ทำให้วิกฤการณ์ต่างๆ ดูมันเริ่มคืบคลานเข้ามาหาเราทุกคนถึงหน้าบ้าน
* ถ้าเรามัว “ตระหนก” เราอาจจะสื่อสารหรือบอกต่อไปยังคนรอบข้างอย่างผิดๆ ยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดโดยขาดชุดข้อมูลความรู้ที่มีเหตุผลเพียงพอ
* วันนี้เลยอยากชวนทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่าน มา “ตระหนัก” รู้โดยการสืบค้นหาชุดความรู้ในโลกใบนี้ผ่านทางเครื่องมือต่างๆ ในโซเชี่ยลมีเดีย เพื่อเข้าใจในวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นและจะได้สร้าง “ภารกิจ” ให้กับตนเองและคนรอบข้างเพื่อเป็นโอกาสในการแก้ไขวิกฤติเหล่านั้นได้อย่างยั่งยืน
* เมื่อเรา “ตระหนัก” รู้ ในวิกฤติ จนก่อให้เกิด “ภารกิจ” ด้วยการรบกวนโลกให้น้อยลง เราจะเกิดโอกาสสร้างพฤติกรรมใหม่ๆ โดยเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส
* มาลองดูวิกฤติทีละเรื่องอย่างเข้าใจ ที่โยงกับโลกใบนี้ในมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมกัน
* วิกฤติเรื่องขยะ ถ้าเราจำนวนประชากรทั้งโลกคูณด้วยขยะที่ทุกคนผลิตเฉลี่ยต่อวัน ผมว่าเราน่าจะมีปริมาณขยะเท่ากับหรือใหญ่กว่าพื้นที่ของประเทศบางประเทศ ในประเทศที่มีการจัดการที่ดี ขยะที่เป็น “ภาระ” กลับถูกจัดการด้วย “ภารกิจ” ของคนทุกคน โดยมีภาครัฐที่เข้าใจในปัญหาเป็นผู้นำในการกำหนดทิศทางของการจัดการ
* โอกาสที่เราจะสร้างพฤติกรรมใหม่เรื่องขยะ ทำอย่างไรที่เราจะไม่ส่งต่อ “ภาระ” ขยะที่เราผลิตขึ้นมาเองทุกวัน โดยการใช้โอกาสนี้ทำ “ภารกิจ” โดยลองหานวัตกรรมดีๆ วิถีชีวิตดีๆ ที่จะรบกวนโลกให้น้อยลง ตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน เรามีโอกาสช่วยลดขยะได้อย่างไรบ้าง ทุกเช้าลองวางแผนการบริโภคใหม่ คิดออกจากกรอบเดิมๆ ที่รบกวนโลกมากๆ มารบกวนโลกให้น้อยลง เช่น การพกถุงผ้า แก้วน้ำ ช้อน ชามส่วนตัวที่ใช้ซ้ำได้ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เพื่อลดการใช้ภาชนะแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง
* วิกฤติเรื่องพลังงาน คงทราบกันแล้วว่าพลังงานจากน้ำมันกำลังเจอวิกฤติทั้งในเรื่องปริมาณ เรื่องการผลิตและผลกระทบจากการใช้ ส่งผลให้เกิดปัญหามลภาวะ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม
* โอกาสที่เราจะสร้างพฤติกรรมใหม่เรื่องพลังงาน ในปัจจุบันแหล่งพลังงานสะอาดมีเครื่องมือและมีช่องทางที่เราจะเข้าถึงได้สะดวกขึ้นกว่าแต่ก่อนมากๆ แต่ด้วยกรอบความคิดและกรอบผลประโยชน์เดิมๆ ทำให้เราติดข้อจำกัดด้านข้อบังคับมากกว่าข้อปฏิบัติ ถ้าเราลองเปลี่ยนวิธีใช้พลังงานโดยการหาแหล่งพลังงานสะอาดมาใช้ทดแทน ถึงแม้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายจะมากกว่าแต่ในระยะยาวมันจะลดการรบกวนโลก ถ้าเราลองค่อยๆ เปลี่ยนรูปแบบพลังงาน หันมาทดลองใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมบ้าง จนวันหนึ่งมีการใช้อย่างแพร่หลายต้นทุนก็จะลดลงจนเท่ากับการใช้พลังงานแบบเดิมๆ ได้แน่ๆ
* วิกฤติเรื่องอากาศ ไม่นานมานี้มีข่าวเรื่องคุณภาพอากาศของเมืองใหญ่หลายๆ แห่งเกิดวิกฤติ ค่าคุณภาพอากาศหลายแห่งแย่ มีตัวเลขเกินมาตราฐานหลายช่วงเวลา ทำให้คุณภาพชีวิตของคนในเมืองแย่ลงไปตามคุณภาพอากาศที่กำลังวิกฤติ
* โอกาสที่เราจะสร้างพฤติกรรมใหม่เรื่องอากาศ ถ้าเราหันมาใส่ใจหาต้นเหตุของคุณภาพอากาศที่เป็นอยู่ เราจะปฏิเสธวิถีชีวิตของคนเมืองที่เป็นต้นเหตุก่อให้เกิดปัญหาคุณภาพอากาศไม่ได้เลย เช่นการเดินทาง การบริโภค ความเห็นแก่ตัว ทำอย่างไรที่เราจะวางแผนการเดินทางที่จะไม่ส่งผลกับการจราจร เมื่อทุกคนออกไปเดินทางพร้อมกันด้วยรถส่วนตัว ปริมาณไอเสียหรือควันพิษที่ออกมาจากการเผ่าไหม้ของเครื่องยนต์ก็จะฟุ้งกระจายในอากาศปกคลุมเมืองทั้งหมด การเปิดเครื่องปรับอากาศที่สร้างความร้อนพ่นออกมาภายนอก การกำจัดขยะหรือของเหลือใช้โดยการเผา การเอาขยะเศษอาหารใส่ถุงพลาสติกจนเกิดก๊าซมีเทน แทนการบริโภคให้หมด ตักแต่พอทาน หรือกำจัดให้ถูกวิธี โอกาสในปัจจุบันมีช่องทางมากมายที่จะส่งต่อเศษอาหารที่ทานเหลือไปทำปุ๋ย ไปหมัก ไปย่อยสลายโดยไส้เดือน และอีกหลากหลายวิธีจัดการที่กำลังอยู่ในกระแส
* วิกฤติเรื่องน้ำ ข่าวน้ำท่วม น้ำแล้งมีให้เห็นกันบ่อยๆ แทบทุกปี น้ำมากไป น้ำน้อยไป วิกฤติน้ำท่วมกับน้ำแล้งมันมีสองปัจจัย 1.จากธรรมชาติ 2.จากมนุษย์
* โอกาสที่เราจะสร้างพฤติกรรมใหม่เรื่องน้ำ ถ้าเกิดจากธรรมชาติเราคงไปแก้ธรรมชาติไม่ได้ แต่เราเรียนรู้และศึกษาเหตุผลของธรรมชาติได้ แต่ที่เกิดจากมนุษย์มักจะเกิดจากความไม่เข้าใจ ไม่จัดการแบบเรียนรู้ธรรมชาติ ลองคิดแบบธรรมชาติแต่นำมาประยุกต์ใช้กับการดำรงชีวิตของเรา เช่นน้ำเกิดจากการรักษาสมดุลของโลก สสารไม่หายไปจากโลกนี้แต่สสารแค่เปลี่ยนรูปตามสถานะที่โลกกำลังรักษาสมดุล ถ้าเราถือโอกาสในปัจจุบันมาช่วยกันรบกวนโลกให้น้อยลง โดยการศึกษาทางน้ำตามธรรมชาติ ไม่ไปสร้างสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ ไม่ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงน้ำจนไปก่อให้เกิดคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรม ไม่ใส่สารเคมีลงไปในน้ำ บำบัดน้ำก่อนเทลงแหล่งน้ำ ใช้น้ำเท่าที่จำเป็น
* วันนี้ขอแค่นี้ก่อน เห็นมั้ยครับ ในทุกวิกฤติที่เลวร้าย ถ้าเรามองหาทางออก มันย่อมมีโอกาสแก้ไขและเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมที่จะรบกวนโลกให้น้อยลงอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนได้สบายๆ ถ้าเราไม่กระพือวิกฤติโดยการวิพากษ์วิจารณ์หรือเรียกง่ายๆ ว่าบ่นกันไปวันๆ เหมือนการพร่ำด่าความมืด แต่เรามาหาทางสร้างแสงสว่างด้วยโอกาสต่างๆ ที่มีรอบตัวเราได้นะครับ

ก้อง

สินชัย เทียนศิริ (คนสามัญประจำโลก)

โพสท์ใน อ่านเพลิน | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

รบกวนโลกให้น้อยลง 1 :

รบกวนโลกให้น้อยลง 1:

ตระหนก และ ตระหนัก

สองฝากฝั่งของการรับรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม

ในปัจจุบันกระแสเรื่องสิ่งแวดล้อมถูกนำมาเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์แทบทุกสื่อ ส่วนใหญ่กลยุทธ์ในการนำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจะออกมาในเชิงผลกระทบที่เกิดจากมนุษย์

เกือบทุกสื่อจะมุ่งไปที่ผลของการบริโภค

เมื่อก่อนการนำเสนอข่าวสารเรื่องสิ่งแวดล้อมจากฝากนักวิชาการมักนำเสนอในมุมความรู้เชิงวิชาการ ให้ข้อมูลข่าวสารที่มีทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์รองรับและอธิบายผลที่เกิดเหล่านั้นได้แบบมีตรรกะ

แต่ด้วยวิธีนำเสนอแบบนั้นทำให้เกิดการตื่นตัวของผู้บริโภคน้อยมาก ความตระหนักเลยไม่สามารถเกิดได้ชั่วข้ามคืน ต้องใช้เวลาให้ข้อมูลมาสนับสนุนความตระหนักถึงเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเชิงการเรียนรู้

อีกฝากของนักสื่อสารและ NGOs ด้วยเงื่อนของเวลาและปริมาณข้อมูลที่ไม่สอดรับกัน ทำให้นักสื่อสารและ NGOs หันมาใช้กลยุทธ์ที่สั้นและรวดเร็วโดยอิงข้อมูลทางวิชาการบ้างบางส่วนแต่สร้างกระแสให้เกิดความตระหนก

ซึ่งความตระหนกทำให้เกิดความกลัวและเมื่อผู้บริโภคกลัว โดยไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลอะไรมากมายมารองรับ แค่อ้างอิงข้อมูลที่ทำให้คนตระหนก การเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคก็จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้คิดถึงความถูกต้องของข้อมูล

ซึ่งถ้าในภายหลังมีข้อมูลมากขึ้น หลุดจากอารมณ์ความตระหนกก็จะกลับมาใช้พฤติกรรมแบบเดิม ซึ่งไม่ยั่งยืน และอาจทำให้ผู้บริโภคใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ให้ร่วมมืออีกเลย

ความตระหนก และความตระหนัก

จึงเป็นสองกลยุทธ์ที่ต้องเลือกใช้ให้ดีในสังคม ไม่ว่าจะเรื่องเกี่ยวกับ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

เราควรหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาหาความรู้ มีข้อมูลที่ดีมาสนับสนุนความเชื่อและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

การใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างอาจต้องหันมาสร้างรูปแบบที่มีทั้งความตระหนก และ ความตระหนักควบคู่ไปด้วยกัน

ปัญหาที่คนมองว่าโลกจะแตก โลกจะดับ หรือโลกจะร้อนขึ้น อาจเป็นแค่กลยุทธ์สร้างความตระหนก

แต่ถ้าเราทุกคนเข้าใจโลก เราจะตระหนักรู้ถึงผลจากการบริโภคที่ทำให้โลกขาดสมดุล เพราะมนุษย์เราใช้ทรัพยากรมากเกินกว่าที่ความสามารถของโลกจะสร้างมาทดแทนได้ใหม่ และเราปล่อยของเสียมากและเร็วกว่าที่โลกจะบำบัดเพื่อให้ของเสียเหล่านั้นกลัับมาเป็นของดีได้ใหม่

โลกเลยต้องหาวิธีปรับสมดุลในวงจรธรรมชาติ

และทุกครั้งที่โลกปรับสมดุล ย่อมเกิดผลกระทบกับทุกสิ่งในโลก ใครที่แข็งแรงและเอาตัวรอดได้ ก็จะอยู่ต่อได้ในโลกใบเก่าแต่มีโฉมใหม่

ถ้าเราทุกคนอยากช่วยกันยืดเวลาของการปรับสมดุลของโลก ตามกลไกของธรรมชาติให้ยืดยาวออกไป

แค่เราบอกตัวเองว่าเราจะช่วยกัน “รบกวนโลกให้น้อยลง” แค่นั้นอาจจะช่วยยืดเวลาออกไปได้อีกนานเท่านานที่เรายังตระหนักรู้ มากกว่า แค่ตระหนกตื่นเต้นไปวันๆ

สินชัย เทียนศิริ (คนสามัญประจำโลก)

โพสท์ใน อ่านเพลิน | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

รบกวนโลกให้น้อยลง 2 :

รบกวนโลกให้น้อยลง 2 :

ภาระ กับ ภารกิจ

ตอนที่แล้วได้เกริ่นปูพื้นความเข้าใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เข้ามากระทบเรา ด้วยสองกลวิธีที่คนทั่วไปใช้ในการนำเสนอ

ตระหนก กับ ตระหนัก

ยุคที่สื่อครองเมือง ด้วยความรวดเร็วฉับไวจนบางครั้งไร้ข้อมูลความจริงหรือขาดชุดความรู้เพียงพอที่จะทำให้คนรับสื่อได้กลั่นกรองก่อนจะหลงเชื่อ ความตระหนกเลยเกิดขึ้นจนคนไม่ทราบข้อเท็จจริง และไม่มีเวลาหรือมีความมุ่งมั่นเพียงพอจะไปค้นหาความจริงหรือข้อมูลที่ถูกต้อง

ความตระหนัก จะทำให้เราเข้าใจและต่อไปก็จะไม่กระพือหรือหลงเชื่อแบบไร้ความรู้และข้อมูล

ถ้าเราปรับความคิดและเข้าใจในกลยุทธ์ทั้งสองแล้ว

วันนี้ผมจะขอนำเสนอวิธีพิชิตกลไกการเผลอทำลายโลกโดยไม่รู้ตัว

หลายครั้งที่เรามองว่า”การจะต้องรับผิดชอบต่อผลการบริโภคของเราทุกวันมันเป็นภาระมากๆ” ทำไมเราต้องมานั่งคอยคิดพิจารณาเลือกซื้อสินค้าตัวนั้น ไม่ซื้อตัวนี้ หรือต้องมาซื้อตัวนี้ ไม่ซื้อตัวนั้น คงไม่มีใครมานั่งพิจารณาหรือมาตรวจชนิดสินค้าว่าอันไหนที่จะดีหรือไม่ดี บางครั้งสินค้าตัวนั้นก็มีทั้งดีและไม่ดี เราจะตัดสินอย่างไร

และถ้ายิ่งการต้องมารับผิดชอบโดยที่เราไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ ไม่มีกระบวนการจัดการเราจะทำอย่างไร มันเป็นภาระสำหรับประชาชนหรือผู้บริโภค

พอเรามองว่าการต้องมารับผิดชอบผลของการบริโภคของเราเองมันเป็นภาระ สำหรับเรา…พอเป็นภาระ….เราก็จะรับผิดชอบผลจากการบริโภคเหล่านั้นแบบทำให้มันเสร็จๆ ให้มันพ้นความรับผิดชอบของเราไป

ภาระ มักจะตามมาแค่การทำให้มัน เสร็จๆ

แต่ผมอยากบอกว่าการทำแค่ให้มันเสร็จๆ มันเป็นการส่งต่อภาระของเราไปให้คนอื่น ซึ่งสุดท้ายปลายทางของภาระนั้นๆ ก็จะตกไปที่คนอื่น ไปที่พื้นที่สาธารณะหรือสิ่งแวดล้อมรวม ซึ่งมันก็คือโลกที่เราอยู่

วันนี้ผมอยากชวนเพื่อนๆ มาเปลี่ยน “ภาระ” ที่แค่ทำให้มันเสร็จๆ กลายมาเป็นการทำ “ภารกิจ” ทำให้มันสำเร็จ ก่อนส่งต่อภารกิจไปให้คนอื่น หรือส่งไปพื้นที่สาธารณะหรือสิ่งแวดล้อมรวม

เราแค่ทำภารกิจต่างๆ ที่จะรบกวนโลกให้น้อยลง

ตั้งใจทุกเช้าหลังตื่นนอน ก่อนลุกขึ้นจากที่นอนลองวางแผนการใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างเข้าใจบริบทของโลก เช่น

เราจะเดินทางไปไหน ไปอย่างไร การไปทำงานเราเลือกเส้นทางและวิธีเดินทางที่รบกวนโลกให้น้อยลงได้แค่ไหน

เราจะใข้ไฟฟ้าเราสามารถเลือกแหล่งที่มาของไฟฟ้าว่ามาจากพลังงานทางเลือกที่รบกวนโลกให้น้อยลงได้อย่างไร เราปิดสวิทต์ไฟฟ้า ในบ้าน ในที่ทำงานแล้วหรือยัง

เราจะบริโภคอะไร อาหารเช้าเราจะทานอะไร เราจะพกกระติกน้ำ ถุงผ้า ตะเกียบ ช้อน กล่องใส่อาหาร เครื่องมือส่วนตัวในการบริโภค เพื่อลดการใช้ภาชนะและอุปกรณ์ทานอาหารแบบครั้งเดียวทิ้งหรือใช้ครั้งเดียว

เราจะซื้อของเฉพาะสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่สร้างภาระทั้งก่อนและหลังบริโภค

และอีกหลากหลายกิจกรรมในแต่ละวันที่เพื่อนๆ ต้องเผชิญ ถ้าเราเปลี่ยนการส่งต่อภาระแบบทำให้เสร็จๆ ขอไปที เป็นการวางแผนทำภารกิจในแต่ละวันให้สำเร็จ

ถ้าทุกคนคิดและทำตามนี้ได้ ผมเชื่อว่าเราจะอยู่บนโลกใบนี้ไปได้อีกนานแสนนานและไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเลย

มาเปลี่ยน “ภาระ” เป็น “ภารกิจ” กันนะครับ

ป.ล. ถ้าเพื่อนๆ มีภารกิจดีๆ แนะนำเข้ามา ภารกิจนั้นเข้าตา เรามีของที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมอบให้ด้วยนะครับ

สินชัย เทียนศิริ (คนสามัญประจำโลก)

โพสท์ใน อ่านเพลิน | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น